Make your own free website on Tripod.com

โรคเอดส์คืออะไร

โรคเอดส์ (AIDS) Acquired Immuno Deficiency Syndrome หมายถึงโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การวินิจฉัยโรคเอดส์ ต้องตรวจอาการโดยแพทย์และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ พร้อมให้คำปรึกษา

Human Immunodeficiency Virus (HIV)

ผู้ป่วยรายแรกในอเมริกา พ.ศ.2524 ผู้ป่วยรายแรกในไทย พ.ศ.2526
พ.ศ.2526 Luc Montagnier ชาวฝรั่งเศส แยกเชื้อได้จากต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วยให้ชื่อว่า Lymphadenopathy Associated Virus (LAV) พ.ศ.2527 Robert Gallo นายแพทย์ชาวอเมริกัน แยกเชื้อไวรัสได้จากเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยตั้งชื่อว่า Human T cell Lymphotropic Virus type III (HTLV III) ต่อมา Levy นายแพทย์ชาวอเมริกันสามารถแยกเชื้อชนิดเดียวกันนี้และตั้งชื่อว่า AIDS related virus จากการศึกษาในเวลาต่อมา พบว่าเชื้อทั้ง 3 ตัวนี้น่าจะเป็นเชื้อตัวเดียวกันจึงตกลงตั้งชื่อให้เป็นสากลว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV)

เอดส์เกิดจากอะไร

เอดส์เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency Virus (HIV) ประเภท Retrovirus เชื้อไวรัสติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยติดจากเลือดหรือโดยเพศสัมพันธ์ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่ทารกในครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอดและโดยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผู้ที่มีเชื้อ HIV เรียกว่าผู้ติดเชื้อ HIV โดยผู้ติดเชื้อ HIV เกือบทั้งหมดจะป่วยด้วยโรคเอดส์ในเวลาต่อมา

เชื้อไวรัส HIV มีคุณสมบัติอย่างไร

เชื้อไวรัส HIV สามารถอาศัยอยู่หรือทำให้เกิดโรคได้เฉพาะในคนเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เกิดโรคในสัตว์อื่น เมื่อออกนอกร่างกายจะไม่สาทารถทนต่อสภาพแวดล้อมภายนอกได้ อาจมีชีวิตอยู่นานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันเท่านั้นขึ้นกับอุณหภูมิ สภาวะกรด ด่าง ความแห้งความชื้น เช่นถูกความร้อน 56 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาทีเชื้อก็ตายหมด นอกจากนี้ยังไม่ทนต่อน้ำยาฆ่าเชื้อชนิดต่างๆ เช่น 5% โซเดียมไฮโปคลอไรด์

ของเหลวในร่างกายอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุการติดเชื้อ

ของเหลวในร่างกายที่พิสูจน์แล้วว่าแพร่เชื่อ HIV ได้
  1. เลือด
  2. น้ำอสุจิ
  3. ของเหลวในช่องคลอด
  4. น้ำนมแม่
  5. ของเหลวในร่างกายที่ประกอบด้วยเลือด
ของเหลวในร่างกายที่อาจแพร่เชื้อไวรัส HIV ไปสู่บุคลากรทางการแพทย์
  1. น้ำหรือของเหลวรอบๆสมองและน้ำไขสันหลัง
  2. น้ำหรือของเหลวรอบๆกระดูกและในข้อ
  3. น้ำหรือของเหลวรอบๆทารกในครรภ์

เชื้อ HIV ทำให้เกิดโรคเอดส์ได้อย่างไร

เชื้อ HIV เข้าทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง CD4+ T cells (helper cell) ซึ่งมีความสำคัญมากต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การที่เซลล์เหล่านี้เหลือน้อยลงจะสามารถพยากรณ์โรคว่าจะเกิดป่วยด้วยโรคเอดส์ การศึกษาในผู้ติดเชื้อหลายพันคนพบว่าผู้ติดเชื้อ HIV จะมีเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายๆปีกว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันจะลดน้อยลง จำนวน HIV ในเลือดและการลดจำนวนลงของเซลล์ CD4+ T cell มีความสัมพันธ์กัน คือการลดลงของ CD4+ T cell และการเกิดโรคเอดส์ การลดปริมาณของไวรัส HIV โดยยาต้านไวรัสจะชลอการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน

จากการติดตามวิจัยกว่า 15 ปี มีหลักฐานยืนยันว่า ถ้าสัมผัสโรค HIV โดยทางเพศสัมพันธ์ หรือจากการฉีดยาเสพติดโดยใช้เข็มร่วมกัน ก็อาจจะติดเชื้อ HIV และเมื่อติดเชื้อ HIV เกือบทั้งหมดก็จะต้องป่วยด้วยโรคเอดส์

เอกสารอ้างอิง

  1. http://www.avert.org/v2big.htm
  2. http://www.cdc.gov/hiv/pubs/cause.htm

ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค